วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

10 สุดยอดสถาปัตยกรรมจีน ต้อนรับโอลิมปิค 2008
 1. สนามบินนานาชาติปักกิ่ง

             
 

            สนามบินโฉมใหม่ที่มีขนาดกว่า 1 ล้านตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าเพนตากอนของสหรัฐอเมริกานี้ เป็นฝีมือของผู้ออกแบบสนามบินเช็กแลพก๊อกของฮ่องกงด้วย นั่นคือ Foster & Partners สถาปนิกนักเดินทาง ที่เข้าถึงจิตใจผู้โดยสาร ด้วยการออกแบบทางเดินแต่ละส่วนให้สั้นที่สุด ฟอสเตอร์ ได้แบ่งอาคารที่กว้างขว้างใหญ่โตของสนามบินนานาชาติปักกิ่งออกเป็น 2 ข้าง ทอดตัวจากทิศใต้ไปสู่ทิศตะวันออก เพื่อช่วยลดไอร้อนจากแสงอาทิตย์ แต่ติดสกายไลท์ให้แสงแดดละมุนละไมได้ฉายส่องเข้ามา พร้อมทั้งใช้นวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนภายในตัวอาคาร กำหนดสร้างเสร็จปี 2007

            นอกจากนี้ จีนยังมีแผนที่จะสร้างสนามบินใหม่ถึง 108 แห่งระหว่างปี 2004-2009 ซึ่งรวมทั้งสนามบินนานาชาติปักกิ่งแห่งนี้ ที่จะเปิดให้บริการปลายปี 2007 เพื่อต้อนรับโอลิมปิก 2008 โดยจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 43 ล้านคนในปีแรก และเพิ่มเป็น 55 ล้านคนในปี 2015

2. เดอะคอมมูน – กรุงปักกิ่ง

            

            เดอะคอมมูน (The Commune) เกิดขึ้นตามความตั้งใจของคู่รักนักพัฒนาเรียลเอสเตท จางซิน และพานซื่ออี๋ ที่ลงทุนควักกระเป๋าให้นักสถาปัตย์ชั้นนำชาวเอเชีย 12 คน คนละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเนรมิตเฮาส์คอมเพล็กซ์หรูที่มีกลิ่นอายกำแพงเมืองจีนขึ้น

            ปัจจุบัน เดอะคอมมูน เปิดให้บริการแล้วในส่วนที่เป็นโฮเทลบูติค ภายใต้การบริหารของเครือโรงแรมเคมปินสกี้ จากเยอรมนี ซึ่งยังมีโครงการส่วนต่อขยายเพิ่มเติมอีก เฟสแรกสร้างเสร็จเมื่อ 2002 และทั้งโครงการจะเสร็จสิ้นในปี 2010

3. ศูนย์กลางการเงินของโลกที่เซี่ยงไฮ้

            
            ศูนย์กลางการเงินแห่งใหม่ของโลก กำลังจะอุบัติขึ้นที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ที่เขตการเงินหลู่เจียจุ้ย ในเขตผู่ตง ในรูปโฉมของตึกกระจกสูงเสียดฟ้า 101 ชั้น

            Kohn Pedersen Fox Architects ผู้ออกแบบเล่าว่า การสร้างให้ตึกต้านทานแรงลมได้ ถือเป็นความท้าทายของงานนี้ ในที่สุด จึงได้ออกแบบให้ยอดตึกเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พร้อมเจาะช่องตรงชั้นที่ 100 ซึ่งนอกจากจะปรับเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในโลกแล้ว ยังสามารถบรรเทาแรงลม ลดการแกว่งตัวไปมาของตัวตึกได้ด้วย กำหนดสร้างเสร็จปี 2008

4. สระว่ายน้ำแห่งชาตินครปักกิ่ง

            

            สระว่ายน้ำแห่งชาตินี้ สร้างขึ้นสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 โดยมีรูปลักษณ์เหนือจินตนาการคล้าย “ก้อนน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่” ซึ่ง PTW and Ove Arup ออกแบบโดยใช้วัสดุเทฟลอนทำเป็นโครงร่าง เน้นใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โดยจะนำมาใช้เดินเครื่องกรองน้ำเสียของสระน้ำที่ใช้เติมในสระจะถูกกักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ฝั่งไว้ใต้ดิน นอกจากนั้น เพื่อให้ดูเหมือนน้ำที่สุด สถาปนิกยังใช้เทคโนโลยีจากงานวิจัยของนักฟิสิกส์จาก Dublin’s Trinity College ที่สามารถทำให้กำแพงอาคารดูเหมือนฟองน้ำที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนอกจากจะทำสระว่ายน้ำแห่งแดนมังกรนี้ดูดีเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังสามารถต้านทานกับแรงสั่นสะเทือนอันเกิดจากแผ่นดินไหวได้ด้วย กำหนดเสร็จปี 2008

5. สถานีโทรทัศน์ส่วนกลางแห่งชาติ (CCTV) – นครปักกิ่ง

            

            อาคารสำนักงานใหญ่ของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี มีรูปลักษณ์ที่แหวกแนวไปจากตึกระฟ้าทั่วไป โดยเกิดจากสองอาคารที่ตั้งมุมฉากต่อเข้าหากัน มองดูเหมือนอุโมงค์ขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยกระจายแรงลมที่ปะทะกับตึกได้เป็นอย่างดี ตึกใหม่นี้ออกแบบโดย Rem Koolhass และ Ole Scheeren ส่วนวิศวกรผู้คุมงานก่อสร้างคือ Ove Arup กำหนดสร้างเสร็จปี 2008

6. Linked Hybid – นครปักกิ่ง

            

            สถาปัตยกรรมแห่งที่อยู่อาศัยสมัยใหม่ Linked Hybid เป็นที่ตั้งของบ้าน 2,500 หลัง อพาร์ทเม้นท์ 700 ห้อง บนเนื้อที่ขนาด 1.6 ล้านตารางฟุต ถือเป็นตึกใหญ่สุดในโลกที่มีใช้ระบบชีวภาพในการทำความเย็นและให้ความอุ่น เพื่อรักษาอากาศทั้ง 8 ตึกให้คงที่ ในชั้นที่ 20 สร้างเป็นวงแหวน ‘บริการ’ ที่เชื่อมต่อกันทุกตึก ครบครันด้วยบริการต่างๆ ทั้งซักผ้ายันร้านกาแฟ

            Steven Holl และ Li Hu ยังออกแบบให้ ฝั่งท่อน้ำสองสายลึกลงไปใต้ดิน 100 เมตร สำหรับให้น้ำไหลเวียน ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องกระจายความร้อน และเครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่ ที่ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าทำน้ำเดือดหรือแอร์ทำความเย็น ขณะเดียวกัน ยังมีระบบบำบัดน้ำเสีย ที่จะรวบรวมน้ำจากห้องครัวและอ่างน้ำทั่วอาคาร มาหมุนเวียนใช้ใหม่ในห้องส้วมกำหนดสร้างเสร็จปี 2008

7. เมืองเศรษฐกิจตงถัน – เจียงซู

            

            เมืองเศรษฐกิจแห่งใหม่ของแดนมังกรอยู่ระหว่างวางแผน คาดว่าเฟสแรกจะเสร็จปี 2010 ออกแบบและพัฒนาโดย ซ่างไห่ อินตัสเทรียล คอร์ป ที่คาดว่าจะมีขนาดเทียบเท่ากับเกาแมนฮัตตัน ตั้งอยู่บนเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของจีน กลางลำน้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) ใกล้กับมหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2040

            อย่างไรก็ตาม เฟสแรกของโครงการนี้ จะเรียบร้อยก่อนที่งานเอ็กซ์โปเซี่ยงไฮ้จะเปิดฉากขึ้นในปี 2010 ซึ่งจะมีประชากรราว 50,000 คน เข้าอยู่อาศัยที่นี้ จากนั้นอีก 5 ปี ระบบพิเศษต่างๆ จะเริ่มใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็น ระบบผลิตน้ำบริสุทธิ์ ระบบจัดการน้ำเสีย และการหมุนเวียนพลังงานมาใช้ใหม่ พร้อมด้วยถนนสายใหญ่ที่จะเชื่อตรงสู่นครเซี่ยงไฮ้อย่างสะดวกสบาย

8. สนามกีฬาโอลิมปิก - นครปักกิ่ง

            

            สนามกีฬาหลายแห่งในโลก ออกแบบโดยเดินตามรอยสนามกีฬาชื่อดังของโลก โคลิเซี่ยมแห่งโรม แต่สนามกีฬานานาชาติของ Herzog & de Meuron ในปักกิ่งนี้พยายามที่จะคิดออกแบบใหม่ให้เอื้ออำนวยต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันมากขึ้น
สถาปนิกจากสวิสเซอร์แลนด์ Herzog & de Meuron ต้องการที่จะช่องระบายอากาศตามธรรมชาติ ในสนามกีฬาโครงสร้าง 91,000 ที่นั่ง อาจถือได้ว่า เป็นสนามกีฬาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้

            สนามกีฬาดังกล่าวซึ่งมีกำหนดเสร็จปี 2008 จะเป็นที่ซึ่งใช้จัดพิธีเปิด-ปิดการแข่งขันโอลิมปิก 2008 มีลักษณะภายนอกคล้ายกับ "รังนก" ที่มีโครงตาข่ายเหล็กสีเทาๆเหมือนกิ่งไม้ ห่อหุ้มเพดานและผนังอาคารที่ทำด้วยวัสดุโปร่งใส อัฒจันทร์มีลักษณะรูปทรงชามสีแดง ซึ่งดูคล้ายกับพระราชวังต้องห้ามของจีน ภาพโครงสร้างของสนามกีฬาแห่งนี้ จึงดูคล้ายพระราชวังสีแดง ที่อยู่ภายในรั้วกำแพงสีเทาเขียว ซึ่งให้กลิ่นอายงดงามแบบตะวันออก สำหรับบันไดภายในสนามกีฬาถูกสร้างให้กลมกลืนกับโครงตาข่าย ซึ่งให้ภาพลักษณ์ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือเอกภาพ

9. สะพานตงไห่ – เชื่อมเซี่ยงไฮ้ กับ เกาะหยังซัน

            

            สะพานข้ามทะเลแห่งแรกของจีน ซึ่งเปิดใช้อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อเดือนธันวาคมปี 2005 สะพานดังกล่าวเป็นเส้นทางคมนาคมหลักในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียง ใช้เงินลงทุนราว 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนโครงสร้างหลักมีความยาว 32.5 กิโลเมตร กว้าง 31.5 เมตร มีทางรถวิ่ง 6 เลน และเพื่อความปลอดภัยในการรับมือกับพายุไต้ฝุ่นและคลื่นลมแรง สะพานตงไห่ถูกออกแบบให้เป็นรูปตัวเอส (S) เชื่อมจากอ่าวหลู่หูในเขตหนันฮุ่ยเมืองเซี่ยงไฮ้ ข้ามอ่าวหังโจว ไปยังเกาะเสี่ยวหยังซันในมณฑลเจ้อเจียง ที่ได้วางแผนไว้ให้เป็นท่าเรือการค้าเสรีแห่งแรกของจีน (และจะเป็นท่าคอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก) ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2010

10. โรงละครแห่งชาตินครปักกิ่ง
            
            ตั้งอยู่กลางนครปักกิ่ง ใกล้กับจัตุรัสเทียนอันเหมิน มีเนื้อที่ 490,485 ตารางฟุต มีกำหนดเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2008 โครงสร้างภายนอกประกอบขึ้นจากกระจกผสมไทเทเนี่ยม ดูคล้ายกับทะเลสาบ

ข้อมูลจาก :  Forward Mail
ที่มา  http://www.rmutphysics.com/charud/oldnews/185/index185.htm 


เที่ยวอิตาลี่


ในที่สุดก็นำทุกท่านมาถึงเมืองเวนิส ลองเปรียบเทียบเอาเองว่ากรุงเทพฯ คือเวนิสตะวันออกจริงหรือไม่ เมืองเวนิสเป็นเกาะครับ อยู่ออกไปในทะเลเอเดรียติก (Adriatic Sea) มีถนนและรางรถไฟจากแผ่นดินใหญ่ไปถึงเกาะแล้วจอด ไปต่อไม่ได้เพราะไม่มีถนนให้รถวิ่ง ผู้คนสัญจรโดยทางน้ำหรือเดินเท่านั้นครับ จริงๆ เวนิสประกอบด้วยเกาะเล็กๆ ประกอบกันขึ้นเป็นลากูน (lagoon) ผืนน้ำที่คั่นระหว่างเกาะต่างๆ ก็คือสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นคลองนั่นแหละ เขาทำสะพานเชื่อมถึงกันจนไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วพื้นดินทั้งหลายนั้นแท้จริงแล้วเป็นเกาะใหญ่น้อยมาร้อยรวมกันเสมือนผ้าผืนใหญ่ที่อยู่กลางน้ำ

เมื่อออกจากสถานีรถไฟ จะเห็นคลองใหญ่ที่ผ่ากลางเมืองเวนิสเรียกว่า Grand Canal
หรือเรียกเป็นภาษาอิตาเลียนว่า "คานาเล่ แกรนเด้"

ที่เมืองนี้จะมีบริการเรือเมล์ คล้าย ๆ เรือด่วนจ้าพระยาบ้านเรา มีหลายอัตรา
เที่ยวเดียว 6 ยูโร ถ้าเป็นแบบกี่เที่ยวก็ได้ภายใน 12 ชั่วโมงราคา 13 ยูโร
มีอัตราแบบ 24 ชม. 48 ชม. 72 ชม. ด้วย แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลย
ส่วนใหญ่จะเดินเท้าเอาซะมากกว่า

ใครพาแฟนไปก็อาจจะนั่งเรือกอนโดลาที่สุดแสนจะโรแมนติก
ยังไม่อยากบอกราคาค่าเช่าเดี๋ยวความโรแมนติกจะหายหมดก่อน 

เรือลำนึงนั่งได้ 6 คน จะนั่งจู๋จี๋กับแฟนสองต่อสอง หรือจะนั่งกันเป็นกรุ๊ปทัวร์ก็ได้
ราคาเดียวกัน 1 ชั่วโมง 83 ยูโร ไป 6 คน ก็ตกคนละ 14 ยูโร ก็โอเคนะ
แต่อาจจะไม่ค่อยโรแมนติกเท่าไหร่โดยเฉพาะกรุ๊ปทัวร์คนจีน เสียงดังลั่นคลองเลย

สะพานที่สวยที่สุดและโด่งดังที่สุดชื่อสะพานรีอัลโต้ (Ponte di Rialto) สองข้างทางขึ้นเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึกน่าซื้อเต็มไปหมด มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ไว้นั่งเล่นชมวิว ของทุกอย่างในเวนิสแพงระยิบเลยครับ

มหาวิหารและจตุรัสซานมาร์โก้ (San Marco) ที่โด่งดังไปทั่วโลก เป็นอาคารที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบไบแซนไทน์ อาหรับ โรมันเนสก์ เรอเนซองซ์ เข้าไว้ด้วยกัน มียอดโดมแบบอาหรับ ในมหาวิหารนี้เชื่อว่าบรรจุศพของเซนต์มาร์ก (หรือที่ชาวแคทอลิกในเมืองไทยรู้จักในนามว่ามาระโกผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับพันธสัญญาใหม่บทที่ 3) ที่ (เชื่อกันอีกว่า) ชาวเวนิสไปโขมยมาจากเมืองอเลกซานเดรีย ประเทศอียิปต์

ภายในมหาวิหารประดับประดาด้วยกระเบื้องโมเสกสีทองดูอร่ามตา

มีคำเตือนนิดหน่อยเกี่ยวกับเข้าไปในโบสถ์แห่งนี้ เขาไม่อนุญาตให้นำเป้หรือกระเป๋าเข้าไปภายในโบสถ์ อาจจะกลัวเราไปหยิบฉวยของมีค่าใส่กระเป๋า เขาจะมีที่ฝากของได้ ให้ไปฝากของก่อนแล้วค่อยมาเข้าแถว หากไม่ทราบไปยืนเสียเวลาเข้าแถวตั้งนานจนถึงคราวที่จะเดินเข้าประตู ก็จะถูกเจ้าหน้าที่สั่งให้ไปฝากของก่อนแล้วกลับมาต่อแถวใหม่ เสียเวลาสองต่อ

ส่วนจตุรัสด้านหน้าก็เป็นลานกว้างใหญ่ มีร้านรวงต่างๆ แต่ราคาแพงมาก ซื้อไม่ลง

อาคารข้าง ๆ มหาวิหารซานมาร์โก้ที่เห็นในรูปข้างบนและรูปนี้เป็นที่ทำการของเมือง เป็นที่บริหารกิจการงานเมือง ชื่อว่าพาลัซโซดูคาเล (Palazzo Ducale)

มีตึกในเมืองไทยตึกหนึ่งที่สร้างตามศิลปะแบบเวนิสดังที่เห็นในรูปนี้ นึกออกไหมครับ ถ้านึกไม่ออกก็ตามไปดูที่นี่ได้
http://www.cabinet.thaigov.go.th/house03.htm

ตึกนี้เป็นอีกตึกหนึ่งที่สร้างตามศิลปะแบบเวนิส

เก้าอี้ที่เห็นนี่อย่าได้ไปนั่งเชียวนะครับ เขาคิดค่านั่งด้วย ค่าอาหารหรือแม้แต่กาแฟก็แพงมหาศาล

โบสถ์นี้เป็น landmark อีกแห่งในเวนิส แต่ช่วงที่ไปเขาซ่อมใหญ่ ไม่เห็นสวยแบบนี้

สะพานสวย ๆ ที่เห็นนั้นหนุ่มสาวที่นั่งเรือกอนโดล่าต้องจุมพิตกันขณะที่เรือลอดใต้สะพาน แต่จริง ๆ แล้วสะพานแห่งนี้มีชื่อที่พอจะแปลเป็นไทยว่าสะพานทอดถอนใจ เนื่องจากฝั่งซ้ายของสะพานคือคุก นักโทษที่ถูกพิพากษาให้ต้องจำคุกจะต้องเดินผ่านสะพานนี้ และนี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะได้มองเห็นโลกภายนอกผ่านหน้าต่างบนสะพานนี้ เลยต้องทอดถอนใจในชะตากรรมตัวเอง ตกลงไม่รู้ว่าหนุ่มสาวที่จุมพิตกันใต้สะพานจะมีชะตากรรมต่อไปเป็นอย่างไร มิน่า ใคร ๆ ถึงพูดกันว่าแต่งงานเหมือนติดคุก 

ราวเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีเทศกาลคาร์นิวัล หรือเทศกาลสวมหน้ากาก นักท่องเที่ยวจะเห็นหน้ากากขายเป็นของที่ระลึกเต็มไปหมด ถึงไม่ใช่หน้าเทศกาลก็จะมีคนแต่งตัวแบบนี้มารอถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยว ถ้าไปขอถ่ายรูปด้วยต้องให้เงินเขานะครับ นั่นคือวิธีทำมาหากินของเขาเลย

เมืองเวนิสเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่น่ารัก แต่จริง ๆ มีปัญหาเยอะแยะมากมายทั้งเรื่องเมืองที่อยู่บนน้ำเค็มเสี่ยงต่อการทรุดตัว ค่าครองชีพสูงทำให้คนท้องถิ่นย้ายออกไปอยู่ที่อื่นหมด กิจการที่มีบนเกาะจึงเป็นการท่องเที่ยวแทบจะโดยสิ้นเชิง ถ้าใครมีโอกาสค้างคืนบนเกาะจะเห็นถึงความเงียบเหงาวังเวงไร้ผู้คน แทบไม่มีแสงไฟลอดหน้าต่างห้องไหนออกมาเลย จะคึกคักเฉพาะช่วงเวลากลางวันเท่านั้น แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา เมืองเวนิสเป็นเมืองที่สวยงามโรแมนติก ใครไปก็ประทับใจอยากใช้เวลาเดินเล่นไปมาหรือนั่งเรือไปตามคลองใหญ่น้อย จริง ๆ ใช้เวลา 1-2 วันก็เพียงพอต่อการเที่ยวเวนิสแล้ว

พาเดินเที่ยวชมเมืองไปด้วยกันครับ

สถาปัตยกรรมอียิปต์


สถาปัตยกรรมอียิปต์
  ด้านสถาปัตยกรรม ชาวอียิปต์โบราณเป็นหนึ่งในกลุ่มนักสร้างถาวรวัตถุผู้ยิ่งใหญ่ของโลกโบราณ ผลงานเกิดความรู้ทางวิทยาศาสตร์แขนงเรขาคณิตและคณิตศาสตร์บวกกับความสามารถและความชำนาญ ความสามารถและความเด็ดขาดของผู้นำ ผลงานเด่นทางสถาปัตยกรรมที่ควรแก่การกล่าวถึงเช่น
1. ปิรามิดยักษ์ที่เมืองกิซา เป็นปิรามิคของพระเจ้าคูฟู (Khufu or Cheops) สร้างเมื่อประมาณปี 2600 B.C. ใช้ก้อนหินประมาณ 2300,000 ก้อน แต่ละก้อนหนักกว่า 2 ตัน ใช้แรงงานคนสกัดหินทุกก้อนด้วยสิ่วและค้อนอย่างยากลำบาก ประณีตและชำนาญ ปิรามิดนี้สร้างบนเนื้อที่ประมาณ 12 เอเคอร์ ฐานกว้าง 755 ฟุต สูง 481 ฟุต จัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลกโบราณ

2. วิหารคาร์นัคแห่งเมืองธีปส์วิหารนี้ได้รับยกย่องว่าเป็นอาคารใหญ่สุดของอียิปต์โบราณ ยาว 338 ฟุต กว้าง 170 ฟุต ใช้เสาหินกลมสูง 79 ฟุต รองรับหลังคา

สถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์หมิง


สถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์หมิง

    
นับตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง(ค.ศ.1368-1644)เป็นต้นมา จีนเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายสังคม ศักดินา สถาปัตยกรรมในสมัยนี้ส่วนใหญ่สืบทอดลักษณะการก่อสร้างสมัยราชวงศ์ซ่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัด แต่มีขนาดใหญ่โตและสง่างาม
กรุงปักกิ่งและเมืองนานกิง 2 เมืองหลวงสมัยโบราณของจีนต่างก็ก่อรูปขึ้นตั้งแต่ สมัยราชวงศ์หมิง กรุงปักกิ่งเมืองหลวงสมัยราชวงศ์หมิงและสมัยราชวงศ์ชิงแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ตัวเมืองชั้นใน ตัวเมืองชั้นนอกและวังต้องห้าม
สมัยราชวงศ์หมิงได้มีการบูรณะซ่อมแซมอย่างขนานใหญ่ต่อกำแพงเมืองจีน ตัว กำแพงเมืองจีนและป้อมบนกำแพงเมืองจีนส่วนใหญ่สร้างขึ้นด้วยอิฐ มีระดับสูงมาก กำแพงเมืองจีนมีความยาวรวม 5660 กิโลเมตร  ด่านซานไห่กวนและ ด่านเจียอี้กวน บนกำแพงเมืองจีนเป็นผลงานที่มีลักษณะพิเศษทางศิลปะการก่อสร้างของจีน กำแพง เมืองจีนช่วงป๋าต้าหลิ่งและช่วงซือหม่าไถในชานเมืองปักกิ่งมีคุณค่าทางศิลปะอย่างสูง
ในภาพคือ กำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์หมิง
สถาปัตยกรรมทางการในสมัยนี้สร้างขึ้นด้วยอิฐ ก้อนหินและไม้แข็ง คลุมกระเบื้อง เคลือบ มีภาพและเครื่องประดับประดาต่าง ๆ ส่วนชาวบ้่านนั้นส่วนมากใช้อิฐสร้างบ้าน
สุสานสมัยราชวงศ์หมิงในเมืองนานกิงและกรุงปักกิ่งต่างก็เป็นกลุ่มสถาปัตยกรรมที่มีระดับสูง
การก่อสร้างในสมัยราชวงศ์หมิงให้ความสำคัญต่อฮวงซุ้ยอย่างมาก นอกจากนี้ เครื่องเรือนสมัยราชวงศ์หมิงก็มีชื่อดังในโลกด้วย

ที่มา http://thai.cri.cn/chinaabc/chapter7/chapter70305.htm

สถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงของจีน


สถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงของจีน

จัตุรัสเทียนอันเหมิน 天安门广场
จัตุรัสเทียนอันเหมินในปัจจุบันมีพื้นที่ทั้งหมด 440,000 ตารางเมตร ถือเป็นจัตุรัสกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลางจัตุรัสเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์วีรชนและเสาธง ทุกวันจะมีผู้คนนับไม่ถ้วนมารอชมพิธีชักธงขึ้นและลงจากยอดเสา ด้านเหนือของจัตุรัสเป็นหอประตูเทียนอันเหมิน ด้านใต้ของจัตุรัสเป็นหอรำลึกท่านประธานเหมา ด้านตะวันออกเป็นพิพิธภัณฑ์การปฏิวัติแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จีน ส่วนด้านตะวันตกเป็นที่ตั้งของมหาศาลาประชาคม สถานที่สำคัญเหล่านี้ล้วนเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน
 
กู้กง 故宫
กู้กงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า紫禁城  "จื่อจิ้นเฉิง" หรือพระราชวังต้องห้ามเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1420 ในสมัยราชวงศ์หมิง เป็นพระราชวังประจำสองราชวงศ์ ได้แก่ราชวงศ์หมิงและชิง กู้กงเป็นพระราชวังที่ประทับและว่าราชการของราชสำนักที่ใหญ่ที่สุดในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง กู้กงสร้างอยู่บนเส้นแกนแนวเหนือจรดใต้เส้นกลางของเมือง โดยมีการขุดคูเมืองลึก 6 เมตรและสร้างกำแพงสูง 10 เมตรล้อมรอบบริเวณพระราชวังไว้
 
 
กู้กงเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างอย่างสง่างามและยิ่งใหญ่ ภายในพระราชวังประกอบด้วยห้องต่างๆ กว่า 9,000 ห้อง ห้องเหล่านี้ล้วนมีโครงสร้างที่ทำจากไม้ หลังคากระเบื้องแก้วสีเหลือง ฐานหินสีขาวอมเขียว และประดับประดาด้วยภาพสีเหลืองทองอร่าม
นอกจากนี้ยังมีการแกะสลักรูปมังกรซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิตามพระที่นั่งต่างๆ ตรงตำแหน่งที่เห็นเด่นชัดอีกด้วย พระที่นั่งภายในพระราชวังทั้งหมดสร้างอยู่บนแนวเส้นแกนกลางจากทิศเหนือจรดใต้ โดยปีกของพระที่นั่งแผ่ออกไปสองข้าง แลดูเป็นแนวตรงจากเหนือจรดใต้และมีความสมดุลทั้งสองข้างซ้ายขวา บนแนวเส้นแกนกลางซึ่งปูด้วยหินอ่อนสีขาวเป็นทางเชื่อมระหว่างพระที่นั่งสำคัญภายในพระราชวัง ทางเชื่อมนี้สร้างไว้สำหรับเป็นทางเดินของจักรพรรดิเท่านั้น
หอรำลึกท่านประธานเหมา 毛主席纪念堂
 
ประธานเหมา เจ๋อตง(1893-1976) เป็นผู้สถาปนาและผู้นำคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน กองทัพปลดแอกประชาชนจีนและสาธารณรัฐประชาชนจีน หอรำลึกท่านประธานเหมาตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของอนุสาวรีย์วีรชน อยู่บนเส้นแกนกลางของอนุสาวรีย์วีรชนและกู้กง ภายในได้มีการจัดวางร่างของประธานเหมา เจ๋อตงไว้ในโลงแก้วคริสตัลซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของหอที่ระลึก เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มาเยี่ยมชมและแสดงความเคารพ
แหล่งที่มา  :  http://www.lovechineseclub.com/7chinese-culture

ฝรั่งเศส แหล่งรวมสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียง

ฝรั่งเศส แหล่งรวมสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียง
มหานครปารีสเป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส และเป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มากที่สุด ตระการตากับความงดงามของ"มหานครแห่งแสงไฟ" หรูหราระยิบระยับไปกับแสงสี ที่คุณจะตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็นและยากจะถอนตัวของความวิจิตรบรรจง ของนครปารีส ตั้งอยู่ใจกลางแคว้นอีล-เดอ-ฟรองซ์ (île-de-France)หรือRégion Parisienne ริมฝั่งแม่น้ำแซน (LaSeine)ทางทิศเหนือของประเทศ นอกจากจะเป็นเมืองหลวงแล้ว ปารีสยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นเมืองแห่งแฟชั่นชั้นสูง สถาปัตยกรรมล้ำสมัย ศิลปวัฒนธรรม  และศูนย์กลางทางการเมือง  เศรษฐกิจ  และการศึกษาที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย  ปารีสจึงติดอันดับ 1 ใน 4 เมืองสำคัญที่สุดของโลก นอกเหนือจากลอนดอน นิวยอร์กและโตเกียว
         สถานที่ท่องเที่ยวในปารีสมีอยู่หลายแห่งไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ต่างๆ หลายแห่ง แต่จุดที่สนใจที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวก็คือหอไอเฟล ที่เป็นสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ของโลก
                                                                                                                                                                                                                                             หอไอเฟล                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                            
                                                         ทัวร์ยุโรป - หอไอเฟล
        หอไอเฟล   Tour Eiffel หอคอยโครงสร้างเหล็กตั้งอยู่บนชองป์ เดอ มารส์ บริเวณแม่น้ำแซน ในกรุงปารีสหอไอเฟลเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก สร้างระหว่างปี 1887- 1889 เพื่อเป็นสัญญาลักษณ์งานแสดงสินค้ายูนิเวอร์แซลเอ็กซ์โปชิชั่น ( Universal Exposition) ในปี 1889 ในวาระฉลองครบ 100 ปีแห่งการปฏิวัติฝรั่งเศส ทั้งยังเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอีกด้วย
       หอไอเฟลเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งชื่อตามสถาปนิกผู้ออกแบบ "กุสตาฟ ไอเฟล" ในปี พ.ศ. 2549 นักท่องเที่ยวกว่า 6,719,200 คนได้เข้าเยี่ยมชมสถานที่แห่งและกว่า 200,000,000 คนตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ส่งผลให้หอไอเฟลเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีคนเข้าชมมากที่สุดต่อปีอีกด้วย หอไอเฟล สูง 324 เมตร (1,063 ฟุต) หรือสูงเท่ากับตึก 81 ชั้น

       เมื่อหอไอเฟลสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) หอไอเฟลกลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกแทนที่อนุสาวรีย์วอชิงตัน และได้ครองตำแหน่งนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) ก็ได้เสีย ตำแหน่งให้แก่ตึกไครส์เลอร์ (319 เมตร หรือ 1,047 ฟุต) ที่เพิ่งสร้างเสร็จ หอไอเฟลเป็นสิ่งปลูกสร้างสูงที่สุดในกรุงปารีส และหากไม่นับรวมเสากระจายคลื่น หอไอเฟลเป็นสิ่งปลูกสร้างสูงที่สุดอันดับสองในฝรั่งเศส รองจากสะพานมีโย

                                                   ทัวร์ยุโรป - หอไอเฟล
     สิ่งก่อสร้างโครงเหล็กขนาดมหึมานี้ ใช้ปริมาณเหล็กในการก่อสร้างหนักราว 10,000 ตัน ประกอบด้วยชิ้นส่วนทั้งหมด 18,038 ชิ้นโดยใช้หมุดยึดอีก 2,500,000 ตัว มีการทาสีใหม่ทุกๆ 5 ปี หมดสีไปครั้งละ 50 ตัน ในวันที่อากาศร้อนหอไอเฟลจะสูงขึ้นไปอีก 10 กว่าเซนติเมตร เนื่องจากเหล็กขยายตัว และในวันที่ลมแรง ยอดหอคอยก็แกว่งตัวไปมาได้ราว 6-7 เซนติเมตร บางครั้งเมื่อไปชมวิวยังชั้นบนสุด อาจมีความรู้สึกเหมือนกับหอโยกได้
    หอคอยแห่งนี้กลายเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวที่เยือนปารีส ประมาณกันมาแต่ละปีมีผู้ไปขึ้นชมบนหอคอยไม่ต่ำกว่า 7 ล้านคน ช่วงกลางคืนหอไอเฟลจะสว่างไสวไปด้วยดวงไปที่ประดับอยู่รายรอบกว่า 20,000 ดวงโดยทุกๆชั่วโมงตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนถึงเที่ยงคืน ก็จะเปิดไฟกระพริบครบทุกดวงเป็นเวลา 10 นาทีให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม ถือเป็นช่วงเวลาที่หอไอเฟลสว่างเปล่งประกายสวยงามที่สุด
    หอไอเฟลมีจุดชมวิวอยู่ 3 ระดับคือชั้น 1 ชั้น 2 ซึ่งสามารถไต่บันไดหรือลิฟท์ขึ้นไปได้แต่ชั้น 3 บนเกือบยอดจะสุดจะต้องขึ้นลิฟท์ไปเท่านั้น แม้จะมีขั้นบันไดถึง 1,665 ขั้นขึ้นไปถึงยอดก็ตาม เมื่อมองไปรอบด้านก็จะได้ชื่นชมทิวทัศน์เหนือกรุงปารีสไก้อย่างไม่มีอะไรมาบดบัง มีผู้กล่าวไว้ว่าหากได้ไปเยือนปารีสแล้ว ไม่ไปชมหรือถ่ายรูปโดยมีหอไอเฟลเป็นฉากหลังแล้วก็เปรียบเสมือนว่ายังไปไม่ถึงปารีสอย่างแท้จิง
                                                                                                 พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ 



                                                                                                                            ทัวร์ยุโรป -พิพิธภัณฑ์ลูฟร์
       พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ หรือในชื่อทางการว่า the Grand Louvre หรือพระราชวังลูฟว์ ที่ในอดีตเคยยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเป็นที่ตั้งแสดงงานศิลป์วัตถุ โบราณนับชิ้นไม่ถ้วน แต่เดิมเคยเป็นพระราชวัง สำหรับราชวงศ์ต่อมาเมื่อราชสำนักย้ายเมืองหลวงไปที่แวร์ซายส์ก็ได้กลายเป็น พิพิธภัณฑ์เป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะอันตั้งอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่มีชื่อเสียงที่สุด เก่าแก่ที่สุด และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งได้เปิดให้สาธารณะชนเข้าชมได้เมื่อปี พ.ศ. 2336 มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์คาเปเทียง

                                                                                                    ทัวร์ยุโรป - พิพิธภัณฑ์ลูฟร์
     พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์  (Chateau de Versailles )ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวจีน-อเมริกันชื่อ ไอ.  เอ็ม.  เป่ยสถาปนิกเชื้อสายอเมริกัน – จีน ในยุคประธานาธิบดี ฟรองซัว มิตแตร์ร็อง ผู้นำที่ต้องการพลิกโฉมปารีสให้เป็นผู้นำทางด้านปัตยกรรม ประติมากรรม พิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นนครหลวงแห่งจินตนาการ ความคิดและความเป็นคนรุ่นใหม่ รูปทรงที่ได้ของสถาปัตยกรรมทางเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์จึงเป็นอย่างที่เห็น คือเป็นปิรามิดโครงสร้างเหล็กไร้สนิมรูปตารางข้าวหลามตัดสลับกับแผ่นกระจกแก้วแวววาวบนลานกว้างตรงกลางระหว่างอาคารทั้ง 3 ด้าน รายล้อมด้วยน้ำพุและปิรามิดเล็กอีกหลายอัน เป็นทางให้แสงอาทิตย์ส่องเข้าไปยังชั้นใต้ดินของพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นเสมือนดั่งล็อบบี้คอยตอนรับผู้มาเยือนที่หลังไหลมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อันน่าทึ่งของโลกแห่งนี้ไม่ขาดสาย

                                                          ทัวร์ยุโรป - พิพิธภัณฑ์ลูฟร์
โมนาลิซา (Mona Lisa) ภาพวาดอันชวนพิศวงของ เลโอนาร์โด ดาวินชี (1452-1519) อัจริยะบุคคลชาวเมืองวินชีในประเทศอิตาลี เป็นผู้วาดภาพนี้ในปี 1503 เป็นผลงานที่มีชื่อเสียงก้องโลกอันเนื่องมาจากร้อยยิ้มพิมพ์ใจอันเปี่ยมด้วยเลศนัยของนางที่มีอยู่ในภาพ

                                                                                                 ทัวร์ยุโรป - พิพิธภัณฑ์ลูฟร์
       พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ที่จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานทางศิลปะที่ทรงคุณค่าระดับโลกเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น ภาพเขียนโมนาลิซา และเมื่อในปี พ.ศ. 2549 นั้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ได้มีผู้มาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากถึง 8.3 ล้านคน ทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดในโลก และยังเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในกรุงปารีส  พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เปิดตั้งแต่ 09.00 - 18.00 น. ทุกวัน เว้นวันอังคารและวันหยุดประจำปี วันพุธและศุกร์เปิดถึง 22.00 น. ค่าเข้าชมมีหลายราคาตั้งแต่ 6 - 14 ยูโร ขึ้นอยู่กับห้องที่ต้องการเข้าชมและเวลาที่เข้าชม แต่ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือนและทุกวันที่ 14 กรกฎาคม (วันชาติฝรั่งเศส) เปิดให้เข้าชมฟรี และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าชมฟรีทุกวันเช่นกัน
พระราชวังแวร์ซาย
พระราชวังแวร์ซาย (Château de Versailles) เป็นพระราชวังหลวงแห่งหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่แวร์ซาย ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกรุงปารีส พระราชวังแวร์ซายเป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และสวยงามแห่งหนึ่งของโลก และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบันด้วย พระราชวังแวร์ซายส์ได้รับจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2522 ที่ประเทศอียิปต์


       เดิมนั้น เมืองแวร์ซายเป็นเมืองเพียงเล็กๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น ที่มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง บริเวณส่วนใหญ่เป็นป่าเขา เยี่ยงชนบทอื่นๆของฝรั่งเศส เมื่อพระเจ้าหลุยส์ ที่ 13 ทรงพระเยาว์ ขณะพรชนมายุได้ 23 พรรชันษา ทรงนิยมล่าสัตว์ในป่า และทรงเห็นว่าตำบลแวร์ซายน่าจะเหมาะแก่การประทับเพื่อล่าสัตว์ จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักขึ้นมาใน พ.ศ 2167 โดยในช่วงแรกเป็นกระท่อมเพียงเล็กๆ สำหรับพักช่วงคราวเท่านั้

                                                                                                                                                                                            พระราชวังแวร์ซาย


                                                                                          ทัวร์ยุโรป - พระราชวังแวร์ซาย
       เมื่อ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ขึ้นครองบัลลังก์ มีประสงค์ที่จะสร้างพระราชวังแห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครองของพระองค์ จึงเริ่มปรับปรุงพระตำหนักเดิมในปี พ.ศ. 2204 ใช้เงินทั้งหมด 500,000,000 ฟรังก์ คนงาน 30,000 คน และใช้เวลาอยู่ถึง 30 ปีจึงแล้วเสร็จในพ.ศ. 2231 ทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว เป็นแบบอย่างศิลปกรรมที่งดงามมาก ภาย ในแบ่งออกเป็นห้องๆ เช่น ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ ฯลฯ ทุกห้องล้วนมีเครื่องประดับงดงามตระการตาและภาพเขียนที่มีชื่อเสียง ภายในพระราชวังมีภาพวาด ภาพแกะสลักซึ่งแสดงให้เห็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสหลายสมัยสถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นที่เซ็นสัญญาสงบศึกกับอเมริกาในปี ค.ศ 1783 นอกจากเครื่องประดับที่เก่าแก่ และสูงค่าแล้ว การจัดสวนก็เป็นที่ยอมรับทั้วไปว่างดงามยิ่งนักเพราะมีการตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม่หลากสีสวยงามมาก โดยเฉพาะในฤดูใบไม่ผลิและฤดูร้อน ส่วนเป็นป่าล่าสัตว์ปัจจุบัน ใช้เป็นที่ให้ผู้ชมไปเดินเล่นพักผ่อน และมีม้าหินให้พักผ่อนเป็นระยะๆ

                                                                                                ทัวร์ยุโรป - พระราชวังแวร์ซาย
ห้องกระจก(Galerie des Glaces หรือ The Hall of Mirrors) เป็นห้องที่มีชื่อเสียงมากที่สุดซึ่งเคยใช้เป็น ห้องลงนามในสัญญาสงบศึกระหว่างสัมพันธมิตรกับจักรวรรดิเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และใช้เป็นที่ลงนาม ในเมื่อเยอรมนีบุกตีชนะฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย ห้องนี้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงทำการก่อสร้างเอง ภายในห้องประกอบด้วยกระจกยักษ์ 17 บาน เปิดออกแล้วจะเห็นสวนแวร์ซายอันสวยงาม


น้ำพุและอุทยานของพระราชวังแวร์ซายอันแสนกว้างใหญ่ไพศาส

                                                                                             ทัวร์ยุโรป - พระราชวังแวร์ซาย
      การก่อสร้างพระราชวังแวร์ซายส์แห่งนี้ได้นำเงินมาจากค่าภาษีอากรของราษฎร ชาวฝรั่งเศส ต่อมาจึงได้มีกองทัพประชาชนบุกเข้ายึดพระราชวังและจับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี อองตัวเนต ประหารด้วย "กิโยติน" ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2332 ปัจจุบันพระราชวังแวร์ซายส์ ได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์และเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแก่ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมความสวยงาม หากนับเวลาตั้งแต่ก่อสร้างเสร็จ พระราชวังแห่งนี้ก็มีอายุยืนนานถึง 300 ปีเศษ ที่ยังคงความงามอยู่ได้โดยไม่เสื่อมคลาย
เวลาปิด - เปิด
พระราชวังแวร์ซายส์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์
- พฤษภาคม - กันยายน เวลา 9.00 - 18.30 น.
- ตุลาคม - เมษายน เวลา 9.00 - 17.30 น.