|
วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555
ชมงานสถาปัตยกรรมล้ำสมัยทั่วโลก ร่วมชิงชัย"สิ่งก่อสร้างแห่งปี 2011"
ถาปัตยกรรมสุดล้ำจากทั่วโลกในปี 2011
ถาปัตยกรรมสุดล้ำจากทั่วโลกในปี 2011
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก skyscrapercity.com , architectsjournal.co.uk , dezeen.com , openbuildings.com
ถ้าพูดถึงสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ติดตาตรึงใจผู้คนทั่วโลก เชื่อแน่ว่า "ทัชมาฮาล" คงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ใครหลายคนนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นดั่งอนุสาวรีย์ตัวแทนแห่งความรัก ตั้งตระหง่านสวยงามเยี่ยงนั้นมาแสนนาน ชนิดที่ว่าคงไม่มีสิ่งก่อสร้างใดในอินเดียจะสวยงามต้องตาได้เทียบเท่า ขนาดว่ากันว่านายช่างผู้ออกแบบถูกสั่งประหารชีวิตเพื่อไม่ให้ไปออกแบบสถาปัตยกรรมใด ๆ ที่อาจจะมาเทียบเคียงความงามกับอนุสรณ์แห่งรักนี้ได้อีก แต่สำหรับยุคปัจจุบันนี้ ไม่แน่ว่า ทัชมาฮาล อาจจะโดนขโมยซีนไปในไม่ช้า เพราะตอนนี้สถาปนิกแดนภารตะได้ออกแบบอาคารสุดล้ำทันสมัย ที่อาจจะกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของแดนโรตีก็ได้
สถาปัตยกรรมที่อาจกลายเป็นแลนมาร์กใหม่ของแดนภารตะนี้ มีชื่อว่า "แอทโมสเฟียร์" (Atmosphere) จะปรากฎขึ้นที่เมืองกัลกัตตา เป็นเคหะสถานแบบตึกแฝดสูง พร้อมพื้นที่เชื่อมต่อทีดูคล้ายสถานีอวกาศ อยู่สูงทะยานขึ้นไป 100 เมตร สู่ฟากฟ้า ออกแบบโดยสถาปนิกจากประเทศสิงคโปร์ ภายใต้แนวคิดการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมวลเมฆผนวกเข้ากับวิถีชีวิตแบบชาวฮินดู ซึ่งอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีคนหลาย ๆ รุ่นอยู่ด้วยกัน โดยจะประกอบด้วยส่วนพักอาศัย 80 ยูนิต ซึ่งมีพื้นที่ระเบียงกว้างขวางพอสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัวจะได้ใช้เวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งยังมีส่วนของคลับ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคลับที่หรูหราและมีราคาแพงที่สุดในอินเดีย
นอกจากนี้ จะมีโรงหนัง ลานเวทีกิจกรรมแบบแอมฟิเธียเตอร์ สระว่ายน้ำ โรงยิม สปา สนามสวอช ลานดาดฟ้าสำหรับปาร์ตี้แบบโอเพ่นแอร์ รวมถึงเล้าจ์ และพื้นที่สำหรับการจัดกิจกรรมแบบกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีความเป็นส่วนตัว โดยพื้นที่คลับเฮ้าส์จะเป็นส่วนที่เชื่อมอาคารที่พักอาศัยทั้งสองเข้าด้วยกัน ออกแบบโครงสร้างภายนอกให้สานกันเป็นตาข่าย ทั้งยังจะติดแผ่นดิสก์ไว้โดยรอบเพื้อล้อแสงสะท้อนวิบวับใกลายเป็นจุดสังเกตสะดุดตาด้วย รับรองได้ว่าใครที่มองว่าอินเดียยังไม่ศิวิไลซ์ มีหวังต้องเปลี่ยนความคิด เพราะ แอทโมสเฟียร์ จะให้ความหรูหราสะดวกสบายแบบไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน
ทั้งนี้โปรเจ็ค แอทโมสเฟียร์ เริ่มต้นโครงการไปแล้วในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 3 เดือน แล้วเสร็จภายในปี 2014 นี้ ซึ่งด้วยรูปแบบการออกแบบอาคารที่ล้ำนำสมัย ทำให้อาคารนี้ได้รับเลือกให้เข้าไปเป็นตัวเลือกหนึ่งในโพล People's Choice Award หรือ รางวัลขวัญมหาชน ในงาน "World Architecture Festival 2011" งานประกวดการออกแบบสถาปัตยกรรมสุดล้ำจากทั่วโลก ที่จะจัดขึ้นในเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ในช่วงสิ้นปีนี้ด้วย
The Atmosphere ของ อินเดีย
นอกจาก "แอทโมสเฟียร์" แล้ว ในงาน World Architecture Festival 2011 ยังเป็นที่รวบรวมงานออกแบบสุดครีเอทจากวงการสถาปนิกทั่วโลกให้มาประกวดประขันกัน ไม่ว่าจะเป็น โปรเจ็ค "NLF Bursa" จากตุรกี ที่โดดเด่นด้วยเส้นสายที่เรียกว่า "ช็อกโกแลต ริบบิ้น" โอบพันขึ้นไปอย่างได้จังหวะจนถึงชั้นบนสุด ทั้งยังมีส่วนของดาดฟ้าชั้นบนที่เป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ รวมมทั้งห้องอาหารลอยฟ้า ที่สามารถชมวิวทิวทัศน์โดยรอบได้ทั้ง 360 องศา หรือ "Oyster" อาคารรูปเปลือกหอย จากไต้หวัน ที่ผู้ออกแบบกล่าวว่าได้แรงบันดาลใจจากกรวดแม่น้ำ "Oyster" สร้างความงามที่เป็นเอกลักษณ์ที่สื่อให้เห็นความนุ่มนวล สง่างาม ไปพร้อม ๆ กับความแข็งแกร่งและโดดเด่น นอกจากรูปทรงที่โมเดิร์นแปลกตาแล้ว ก็ยังไม่ทิ้งคอนเซ็ปท์ กรีน ลีฟวิ่ง โดยการออกแบบพื้นที่ระเบียงของทุกชั้นสำหรับการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกรองความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่จะเข้ามาปะทะกับอาคารโดยตรงด้วย
NLF Bursa อาคารที่โอบพันด้วยเส้นสาย ช็อกโกแลต ริบบิ้น จากตุรกี
Oyster อาคารรูปเปลือกหอย จากไต้หวัน
สำหรับงานประกวด World Architecture Festival ได้จัดขึ้นมา 4 ครั้งแล้ว โดยมีงานออกแบบอาคารสถานที่สุดครีเอทเข้าร่วมประกวดกว่า 704 แบบ จาก 59 ประเทศทั่วโลก
โดย นายพอล ฟินช์ ผู้จัดการประกวด กล่าวว่า ตอนนี้โลกกำลังต้องการการออกแบบที่สร้างสรรค์และแปลกใหม่ ซึ่งนั่นจะเป็นแรงบันดาลใจให้สถาปนิกและนักออกแบบทั้งหลายคิดหาหนทางที่จะสร้างสรรค์งานออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา ซึ่งเราเองก็จับตารอดูอยู่ว่า โปรเจ็คท์งานออกแบบชิ้นไหนจะชนะการประกวดไปในปีนี้
สำหรับงานออกแบบแต่ละชิ้นที่ส่งเข้าประกวดนั้น บางโปรเจ็คท์ก็กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง บ้างก็อยู่ในระหว่างการศึกษารายละเอียดก่อนลงมือสร้างจริง แต่อย่างไรก็ตาม แม้สถาปัตยกรรมเหล่านั้นจะไม่ได้ถูกปลูกสร้างขึ้นมาขึ้นมาได้จริงในเร็ววัน แต่ก็เป็นงานที่ให้สถาปนิกและนักออกแบบจากทั่วโลกได้โชว์กึ๋นและความสามารถได้แบบไร้ขีดจำกัดนั่นเอง
"Wadi Resort" รีสอร์ทในหินผา จากจอร์แดน
"Tree Hotel" โรงแรมต้นไม้จากสวีเดน
พิพิธภัณฑ์เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ
"Sunset Chapel" วิหารชมพระอาทิตย์ตก จากเม็กซิโก
สำนักงานเขตเว็กซ์ฟอร์ด จากไอร์แลนด์
Windmill Hill จากอังกฤษ
สถาปัตย์มหัศจรรย์! โลกตะลึง 10 ตึกประหลาด
สถาปัตย์มหัศจรรย์! โลกตะลึง 10 ตึกประหลาด
30 St. Mary Axe
สถาปัตย์มหัศจรรย์! โลกตะลึง10ตึกประหลาด (ข่าวสด)
"สถาบันสถาปัตยกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา" พยากรณ์ล่าสุดว่า ผลพวงจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำและภาคอสังหาริมทรัพย์ซบเซา จะส่งผลให้ลักษณะการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนในช่วง 2-3 ปีจากนี้ลดการออกแบบหวือหวาลงไปเพื่อประหยัดต้นทุน โดยหันไปเน้นรูปแบบเรียบง่ายและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก
ด้วยเหตุนี้นิตยสารเทคโนโลยีเครื่องยนต์กลไกเล่มดัง "พ็อพพิว ลาร์เมคานิก" จึงตระเวนสรรหาตึกแปลกประหลาดพิสดาร ท้าทายความคิดสร้างสรรค์ด้านสถาปัตยกรรมและแรงโน้มจากทั่วโลกมาให้ได้ยลโฉมกันบางส่วนดังนี้
1. 30 St. Mary Axe (30 เซนต์ แมรี่ แอ็กซ์)
ตึกระฟ้าเจ้าของสถิติอาคารสูงอันดับ 2 ในมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปิดทำการปี 2547 มีชื่อเล่นว่า "ตึกแตง" เพราะรูปทรงคล้ายแตง กลมมนทั้งตึก โครงสร้างเต็มไปด้วยกระจก เฉพาะภายนอกติดตั้งกระจกกินพื้นที่ 24,000 ตารางเมตร
2. The Egg (ดิ เอ้ก)
อาคารทรงไข่ผ่าครึ่ง ที่ตั้งศูนย์ศิลปะการแสดงเมืองอัลเบนี่ รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีโรงละครอยู่ภายใน 2 โรง ความจุรวม 892 ที่นั่ง ยากที่ใครจะเลียนแบบ เพราะมีโครงสร้างรับน้ำหนักซับซ้อนมาก
The Egg
3. Flintstone House (ฟลินต์สโตน เฮาส์)
บ้านจัดสรรในเมืองเบอร์ลินเกม รัฐแคลิ ฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สร้างเลียนแบบบ้านในการ์ตูนยอดฮิตในอดีต "มนุษย์หินฟลินต์สโตน" ออกแบบโดย วิลเลียม นิโคลสัน เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน
Flintstone House
4. The Crooked House (เดอะคร้กเก็ดเฮาส์)
อาคารพาณิชย์ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจเมืองโซพอต ประเทศโปแลนด์ มองดูมีสัดส่วนบิดเบี้ยวสุดๆ ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพบ้านเรือนในหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก ตรงหลังคาออกแบบตั้งใจให้เหมือนเกล็ดมังกร
The Crooked House
5.) Basket Building (บาสเก็ตบิลดิ้ง)
สำนักงานใหญ่บริษัทลองกาเบอร์เกอร์ เมืองนิวอาร์ก สหรัฐอเมริกา ประกอบกิจการขายตะกร้า ซึ่งก็คือที่มาของอารมณ์นึกสนุกสร้างตึกเป็นทรงตะกร้านั่นเอง
Basket Building
6.) Guggenheim Museum (กุกเกนไฮม์ มิวเซียม)
พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ เมืองบิลเบา ประเทศสเปน รังสรรค์โดย แฟรงก์ เกห์รี สถาปนิกชื่อดังระดับโลกชาวแคนาดา ออกแบบให้ดูสับสนวุ่นวาย มองแล้วเดาไม่ออกว่าเส้นสายโครงสร้างจะไปจบตรงไหน
Guggenheim Museum
7.) Dancing House (แดนซิ่งเฮาส์)
"บ้านเต้นระบำ" กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ผลงาน แฟรงก์ เกห์รี สถาปนิกแคนาดา และวลาโด มิลยูนิช เพื่อนสถาป นิก มีชื่อเล่น "จิงเจอร์แอนด์เฟร็ด" ตามที่มีการออกแบบได้แนวคิดจากท่าเต้นพลิ้วไหวคู่กันของ จิงเจอร์ โรเจอร์ส และเฟร็ด แอสแตร์ สองนักเต้นชื่อดัง
Dancing House
8.) Lotus Temple (โลตัสเทมเปิ้ล)
"วัดดอกบัว" หรือ "โลตัสเทมเปิ้ล" ในกรุง นิวเดลี อินเดีย หนึ่งในศาสนสถานที่มีผู้คนมาเยี่ยมเยือนมากที่สุดในอินเดีย
Lotus Temple
9.) Cube House (คิวบ์เฮาส์)
บ้านทรงลูกบาศก์เชื่อมต่อกัน 38 หลังในนครร็อตเทอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ เกิดจากแนวคิดเวลามองหมู่แมกไม้ที่ตั้งตระหง่านอยู่ร่วมกัน
Cube House
10.) Library of Alexandria (ไลบรารี่ ออฟ อเล็กซานเดรีย)
ห้องสมุดเมืองอเล็กซานเดรีย อียิปต์ มีความสูง 11 ชั้น ลักษณะอาคารสื่อถึงภาพดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ เปรียบได้กับการเข้ามาแสวงหาเพิ่มพูนปัญญา ณ สถานที่แห่งนี้
วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
เจดีย์ภูเขาทอง วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
เจดีย์ภูเขาทอง วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
ประวัติของวัดสระเกศ
วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เป็นวัดโบราณ เดิมเรียกชื่อว่า วัดสะแก มีตำนาน เนื่องใน พงศาวดารเมื่อปีขาลจัตวาศกจุลศักราช ๑๑๔๔ พุทธ ศักราช ๒๓๒๕ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหารตั้งอยู่แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายกรุงเทพมหานคร วัดสระเกศมีข้อความปรากฏตามตำนานว่า เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาแต่สมัยโบราณ สันนิษฐานว่าจะได้สร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
เดิมมีชื่อว่า "วัดสะแก" เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นวัดสระเกศเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๑ ตอนที่ได้สร้างกรุงเทพมหานครเป็น ครั้งแรกมีปรากฏตามพระราชพงศาวดารว่า เมื่อจุลศักราช๑๑๓๔ เบญจศก ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๒๖นั้นพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดให้ลงมือก่อสร้างพระนครรวมทั้งพระบรมมหาราช วังและพระราชวังบวรสถานมงคล ได้รวมผู้คนให้ขุดคลองรอบเมืองตั้งแต่บางลำพู เรื่อยไปจนจดแม่น้ำด้านใต้ตอนเหนือวัดจักรวรรดิราชาวาส แล้วโปรดให้ขุดคลอง หลอดแลขุดคลองใหญ่เหนือวัดสะแกอีกคลองหนึ่ง พระราชทานนามว่าคลองมหานาค เพื่อให้เป็นที่สำหรับประชาชนชาวพระนคร ได้ลงประชุมเล่นเพลงและสักวาใน เทศกาลฤดูน้ำเหมือนอย่างครั้งกรุงศรีอยุทธยาและวัดสะแกนั้นเมื่อขุดคลองมหา นาค แล้วพระราชทานเปลี่ยนนามใหม่ว่า"วัดสระเกศ"และทรงปฏิสังขรณ์วัดสระเกศ ทั้งพระอารามตั้งต้น แต่พระอุโบสถตลอดถึงเสนาสนะสงฆ์และขุดคลองรอบวัดอีกด้วย คำว่า "สระเกศ" นี้ ตามรูปคำ ก็แปลว่าชำระหรือทำความสะอาดพระเกศานั่นเอง
มูลเหตุที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระราชทานเปลี่ยนชื่อวัดสะแก เป็นวัดสระเกศนี้ มีหลักฐานที่ควรอ้างถึงคือ พระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวีข้อ ๑๑ ว่า"รับสั่งพระโองการ ตรัสวัดสะแกเรียกวัดสระเกศแล้วบูรณะปฏิสังขรณ์ เห็นควร ที่ต้นทางเสด็จพระนคร"ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ว่า"ปฏิสังขรณ์วัดสะแกและเปลี่ยน ชื่อเป็น วัดสระเกศเอามากล่าวปนกับวัดโพธิ์เพราะเป็นต้นทางที่เสด็จเข้ามาพระนครมีคำ เล่าๆกันว่า เสด็จเข้าโขลนทวารสรงพระมุธาภิเษกตามประเพณีกลับจากทางไกลที่ วัดสะแก จึงเปลี่ยนนามว่า 'วัดสระเกศ'
ประวัติของบรมบรรพต
บรมบรรพตนี้ โดยมากเรียกกันว่า ภูเขาทอง สร้างเป็นรูปภูเขา มีพระเจดีย์อยู่บนยอด มีบันไดเวียนเ ป็นทางขึ้นไปถึงพระเจดีย์ ๒ ทางคือด้านเหนือทางหนึ่ง ด้านใต้ทางหนึ่ง สำหรับขึ้นและลงคนละทางเพื่อสะดวกในเวลาเทศกาล และยังมีบันไดตรงด้านใต้อีกทาง หนึ่งแต่บันไดตรงได้รื้อเสียเมื่อคราวบูรณะปฏิสังขรณ์ พ.ศ ๒๔๙๓ ฐานโดยรอบวัดได้
๘ เส้น ๕ วา ส่วนสูง ๑ เส้น ๑๙ วา ๒ ศอก บรมบรรพตนี้ นับว่าเป็นปูชนียสถานอันสำคัญ ทางพระพุทธศาสนา แห่งหนึ่ง และเป็นสมบัติทรงคุณค่าของชาติอีกด้วยการสร้างบรม บรรพตนี้ได้เริ่มขึ้นในรัชกาลที่ ๓ ด้วยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราช ประสงค์จะสร้างพระเจดีย์ให้เหมือนอย่างวัดภูเขาทองในจังหวัดพระนครศรีอยุทธ ยา ซึ่งที่วัดภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นตั้งอยู่ที่ชายทุ่ง มีพระเจดีย์อยู่องค์หนึ่ง เป็นที่สำหรับชาวพระนครศรีอยุธยาลงไปประชุมเล่นเพลงและสักวาในเทศกาลประจำปี จุดประสงค์เดิมก็เพื่อจะไปนมัสการพระเจดีย์ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการประชุม รื่นเริงโดยทาง เรือกันอยู่ทรงพิจารณาเห็นว่าที่วัดสระเกศเป็นสถานที่เหมาะสมจึงโปรดให้ สมเด็จ พระบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) เป็นแม่กองสร้างเมื่อแรกลงมือสร้างแล้ว พระราชทานนามว่า พระเจดีย์ภุเขาทอง
[ ข้อมูลเพิ่มเติม และ การเดินทาง ]
ที่อยู่ : 344 ถนนจักรพรรดิพงษ์ แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100 โทร.02-621-0576
เว็บไซต์ : http://www.watsrakesa.com
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน 8.00 น. - 17.00 น.
การเดินทาง : รถประจำทาง: สาย 8, 15, 37, 47, 49 ปอ. 37, 49
เรือโดยสาร: ท่าผ่านฟ้าลีลาศ (คลองแสนแสบ), ท่าภูเขาทอง (คลองผดุงกรุงเกษม)
รถส่วนตัว : จอดภายในบริเวณวัดได้
ค่าใช้จ่าย : คนไทยไม่คิดเงิน, ชาวต่างชาติ 10 บาท
เทศกาล : งานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ 7 วัน 7 คืน ในช่วงวันลอยกระทง มีการจัดงานวัดที่ถือเป็นงานวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในกรุงเทพฯ และทางวัดจะเปิดให้ประชาชนขึ้นไปกราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุในตอนกลางคืนเป็น ช่วงเวลาพิเศษ
สิ่งที่ไม่ควรพลาด : การขึ้นไปกราบนมัสการปิดทองพระบรมสารีริกธาตุ, ชมพระบรมบรรพต ภูเขาทองที่ชั้นบนสุด, การเข้าไปชมความงามของพระพุทธรูปและภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ
สถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยา
สถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยา หรือ สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์ (ภาษาอังกฤษ: Renaissance architecture) เป็นคำที่บรรยายลักษณะสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เริ่มขึ้นเมื่อราวต้นคริสต์ศตวรรษที่15 และรุ่งเรืองไปจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อบางประเทศในทวีปยุโรปหันมาฟื้นฟูความสนใจเกี่ยวกับปรัชญากรีก และ โรมันโบราณ และวัตถุนิยม
สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์จะเน้นความมีความสมมาตร (symmetry) ความได้สัดส่วน (proportion) การใช้รูปทรงเรขาคณิต และลักษณะที่ปรากฏในสถาปัตยกรรมคลาสสิค เช่นสถาปัตยกรรมสมัย โรมัน การวางโครงสร้างจะเป็นไปอย่างมีแบบแผนไม่ว่าจะเป็นเสา หรือ คานรับเสา และการใช้ซุ้มโค้งครึ่งวงกลม การใช้โดม มุข (niche) หรือ aedicule ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้เข้ามาแทนที่จะเป็นแบบตรงกันข้ามกับรูปทรงที่ซับซ้อนและไม่เป็นระเบียบ (irregular profile) ที่เป็นที่นิยมของสิ่งก่อสร้างแบบกอธิค
สถาปนิกคนแรกที่เริ่มแบบแผนของสถาปัตยกรรมเรอเนซองส์คือ ฟีลิปโป บรูเนลเลสกีหลังจากนั้นไม่นานลักษณะสถาปัตยกรรมที่ว่านี้ก็แพร่หลายไปทั่วประเทศอิตาลี และต่อไปยังฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ รัสเซีย และประเทศอื่นๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
